การสอนลูกน้อยให้เข้าสังคมในปัจจุบัน

ต้องยอมรับว่า ในยุคโซเชียลออนไลน์ที่ทุกอย่างสามารถเข้าถึงได้เพียงแค่การคลิกนิ้วสัมผัส ข้อมูลข่าวสารและเรื่องราวต่างๆบนโลกก็จะปรากฏขึ้น ดังนั้นในทศวรรษนี้และต่อไป คือยุคสมัยที่ พ่อแม่ผู้ปกครอง ไม่สามารถจะปิดกั้นการรับสารต่างๆของลูกหลานได้อีกแล้ว

เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก ก็ต้องมีผลดีผลเสียตามมา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะปรับตัวแล้วใช้งานมันให้เหมาะสมอย่างไร เชื่อไหมว่า เพียงแค่ปรับการใช้เทคโนโลยีและอื่นๆให้เหมาะสม เราก็อาจจะช่วยส่งเสริมให้ลูกหลานของเรามีพัฒนาการที่ดีและสามารถเข้าสังคมได้อย่างปกติสุข

การเข้าสังคม กลายเป็นหนึ่งในปัญหาสมัยใหม่ที่เชื่อว่าคนรุ่นก่อนคงไม่ได้คาดคิดว่ามันจะกลายเป็นปัญหาสังคมแบบนี้ ในเมืองไทยนั้นยังโชคดีที่ปัญหานี้ไม่ได้ลุกลามขยายตัวหรือทำลายชีวิตของลูกหลานไปเท่าไรนัก คือแม้จะมีอยู่บ้าง แต่ก็ไมได้ถึงขนาดที่ทำให้เป็นภาระของคนอื่นมากนัก แต่ในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ปัญหาเข้าสังคมไม่ได้กลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นวาระแห่งชาติเลย หรืออย่างในเกาหลีใต้เอง ผู้เสียชีวิตจากฆ่าตัวตายเพราะความเครียด ก็มีสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก

แล้วในประเทศไทยเรา จะกลายเป็นแบบนั้นไหม มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชนเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยใช้แนวคิดเรื่อง SQ (Social Quotient) เรียกว่า ความฉลาดในการเข้าสังคม ซึ่งทักษะสำคัญในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น สมัยก่อนเราได้ยินคำว่า IQ และ EQ แต่ตอนนี้ยังไม่เพียงพอ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องการอยู่เป็นกลุ่ม และลึกๆแล้วมีความต้องการยอมรับจากผู้อื่นที่ไม่ได้เป็นพ่อแม่หรือผู้ให้กำเนิดเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องปกติที่พ่อแม่ปู่บย่าตายายจะชื่นชมพวกเขาอยู่แล้ว แต่ที่เขาต้องการไม่แพ้กันคือ การเป็นที่ยอมรับจากผู้คนในสังคมทั่วไป เช่น เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ลูกน้อง ลูกค้า นายจ้าง ฯลฯ

มีการชี้แนะว่า ควรต้องฝึกฝนเรื่องนี้ตั้งแต่เด็กเล็ก ซึ่งจะติดตัวเขาไปตลอด ตัวอย่างเช่น  สอนให้เรียนรู้กฎกติกา มารยาทขั้นพื้นฐาน การโอ๋เด็กเกินไปไม่ใช่เรื่องดี ควรสอนให้เขารู้ว่า การอยู่ในโลกนี้ร่วมกับคนอื่น ต้องรู้จักเคารพกติกาพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถเริ่มจากเรื่องเล็กๆในครอบครัวได้ เช่น เล่นของเล่นแล้วต้องเก็บ ระหว่างทานข้าว ห้ามเล่นของเล่น พอทานเสร็จค่อยเล่น จะทำอะไรต้องขออนุญาตก่อนทำ สอนให้รับคำสั่งง่ายๆได้ เช่น ไปหยิบของ หยิบขวดน้ำ ถอดรองเท้าให้เป็นระเบียบ มีข้อแนะนำอีกคือ เมื่อเด็กทำได้แล้ว ควรได้รับคำชมเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้เขารู้ว่า การที่เขาทำนั้นเป็นเรื่องที่สมควร เคยมีการแย้งว่า ใช่ว่าจะต้องชมเชยกันมากเกินไป เพราะเขาควรจะได้เรียนรู้ว่า นี่เป็นเรื่องที่สมควรต้องทำอยู่แล้ว แต่สำหรับเด็กเล็ก คำชมเชยเป็นสิ่งจำเป็นครับ การเฉยเมยต่อสิ่งที่เขากระทำไปโดยหวังว่าจะได้รับคำชมนั้น เป็นเรื่องที่ควรระวังอย่างยิ่ง เพราะเมื่อถึงที่สุดแล้ว พฤติกรรมของเขาอาจจะเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้ามแทนได้

นอกจากนี้ มีคำกล่าวว่า ผู้ใหญ่เป็นอย่างไร เด็กเป็นอย่างนั้น ถ้าคุณอยากให้ลูกๆเลิกสนใจเล่นมือถือ แล้วหัดไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ ท่านก็ต้องไม่เอาแต่เล่นมือถือให้เด็กดูเป็นตัวอย่างเช่นกันครับ เพราะสุดท้ายแล้ว เด็กก็ทำตามที่ผู้ใหญ่ทำนั่นแหละ

มีข้อควรระวังอย่างมากอีกอย่างคือ เมื่อลูกหลานของเราทำอะไรสักอย่าง ต่อให้ทำออกมาได้ไม่ดีหรือแย่กว่าเพื่อนของเขา “ห้ามเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นเด็ดขาด” เพราะมันจะทำให้เด็กของเราเป็นปมด้อยและคิดมากไปเลยครับ ทั้งๆที่เขาอาจจะคิดว่า เขาก็ทำอย่างเต็มที่แล้ว “แต่ ณ เวลานั้น มันยังได้เท่านั้น”